logo

อาการปวดหลังมีผลกระทบต่อคนจำนวนมากทั่วโลก การค้นหาวิธีบรรเทาอาการปวดหลัง เริ่มต้นที่เราเข้าใจเกี่ยวกับ ประเภท สาเหตุ และอาการปวดหลัง 

การปวดหลังคืออะไร?

คนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากอาการปวดหลังบ้างในชีวิตประจำวัน ลักษณะการปวดหลังสามารถเป็นได้ตั้งแต่ การปวดแบบเรื่อยๆ (ไม่รุนแรง) อย่างต่อเนื่อง ถึงอาการปวดแบบเฉียบพลัน ปวดเสียวแปลบ (ปวดจี๊ดๆ) ซึ่งทำให้ยากต่อการเคลื่อนไหว มันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากคุณหกล้ม หรือยกของหนักเกินไป หรือมีอาการแย่ลง (ปวดมากขึ้น) เมื่อเวลาล่วงเลยไป 

ประเภทของอาการปวดหลัง ได้แก่ ปวดหลังช่วงล่าง ช่วงกลาง และช่วงบน ชนิดที่พบมากที่สุดคือการปวดหลังช่วงล่าง ซึ่งมีผลต่อบริเวณด้านล่างของกระดูกซี่โครง และด้านบนของขา อาการปวดหลังช่วงบน ในทางกลับกัน เป็นความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่ไม่ได้พบบ่อย อย่างไรก็ดี มันก็ยังคงสามารถทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด และไม่สบายตัวอย่างมีนัยสำคัญ อาการปวดหลังมีสองรูปแบบ อาการปวดหลังเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ปวดเป็นเวลานานน้อยกว่าหกสัปดาห์ ในขณะที่อาการปวดหลังแบบเรื้อรังจะมีอาการยืดเยื้อนานมากกว่าสามเดือน อาการปวดหลังแบบเรื้อรังพบได้น้อยกว่าอาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน

การปวดหลังมีผลต่อคุณอย่างไร

ถ้าคุณทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลัง คุณจะพบว่าคุณไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ มันรบกวนกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของคุณ คุณอาจพบว่าบางอิริยาบถอาจทำได้ยาก เช่น การเดินขึ้นบันได ยกของหนัก (หรือสิ่งของที่คุณเคยยกได้อย่างง่ายดาย) หรือมีความรู้สึกปวดเสียวคล้ายเข็มทิ่ม (ยิบๆ ซ่าๆ) และรู้สึกชาๆ ในขณะเคลื่อนตัว หรืออยู่กับที่

สาเหตุ

อาการปวดหลังมีหลายสาเหตุ อาการปวดหลังช่วงล่างอาจจะเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง (กล้ามเนื้อตึงมาก) การที่หมอนรองกระดูกสันหลังฉีกขาด หรือกดทับเส้นประสาท หรือมีการบาดเจ็บ (ร้าว แตก หัก) ที่ไขสันหลัง อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหลังช่วงล่างได้เช่นกัน ไซเอติกาก็เป็นอาการปวดหลังอีกประเภทที่เกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนล่าง เดินทางผ่านสะโพก และไปยังเส้นประสาทไซเอติกร้าวลงไปด้านหลังของขา 

อาการปวดหลังช่วงบน ส่วนใหญ่เกิดจากกรณีที่กล้ามเนื้อเกิดการระคายเคือง และ / หรือ ความผิดปกติของข้อ การระคายเคืองของกล้ามเนื้ออาจจะเป็นผลมาจากการขาดความแข็งแรง การบาดเจ็บจากการใช้งานมากไป (การเคลื่อนไหวซ้ำๆ) การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือ อุบัติเหตุ ซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวดเนื่องจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลัง 

สาเหตุอื่นๆ ของการปวดหลัง ได้แก่ โรคข้อเสื่อม (osteoarthritis) ซึ่งเป็นโรคข้ออักเสบ (arthritis) ชนิดที่พบบ่อยที่สุด ความผิดปกติของโครงกระดูก หรือความผิดรูปในลักษณะทางกายวิภาคของหลัง เช่น กระดูกสันหลังโค้งผิดปกติ (โรคกระดูกสันหลังคด) และการตั้งครรภ์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และท่าทางที่ไม่ถูกต้อง 

อาการปวดหลังสามารถถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่บ้าน และที่ทำงาน สามารถเกิดขึ้นได้โดยฉับพลันเมื่อคุณบิดหลังผิดท่า หรือค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ สะสมจากการนั่ง หรือยืนในท่าที่ไม่ถูกต้อง กิจกรรมเหล่านี้ได้แก่:

➤การโน้มตัวที่ไม่ถูกต้อง (เก้ๆ กังๆ / เกินพอดี / ผิดท่า)

➤การยก การถือ การดัน หรือการดึงที่ไม่ถูกหลัก

➤การนั่งตัวงอ บนเก้าอี้

➤การยืน หรือ ก้ม เป็นเวลานาน

➤การบิดตัว

➤การที่กล้ามเนื้อถูกดึงยืดมากเกินไป

➤การนั่ง หรือขับรถเป็นเวลานานโดยไม่หยุดพัก

อาการ

อาการปวดหลังสามารถสำแดงตัวในหลายๆ ทาง ระดับความเจ็บปวดสามารถเป็นได้จากแบบเบาๆ ถึงขั้นรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวของคุณ 

ตัวอย่างอาการของการปวดหลัง ได้แก่ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการปวดเหมือนถูกแทง อาการปวดร้าวลงขา และ มีความยืดหยุ่นหรือการเคลื่อนไหวที่จำกัดของหลัง คุณอาจมีความรู้สึกปวดเสียวคล้ายเข็มทิ่ม (ยิบๆ ซ่าๆ) หรือปวดแสบปวดร้อน มีความรู้สึกปวดแบบเรื่อยๆ (ไม่รุนแรง) หรือ ปวดแบบเสียวแปลบ (ปวดจี๊ดๆ) 

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการปวดหลังของคุณ คุณยังอาจจะมีอาการปวดในขา สะโพก หรือใต้ฝ่าเท้า และอาจมีความรู้สึกว่าขา และเท้าอ่อนแรง

การวินิจฉัยโรค

โดยทั่วไป สาเหตุของอาการปวดหลังจะไม่เกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรง และการแก้ไขมักจะอยู่ภายใน 12 สัปดาห์ โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณสำหรับอาการปวดหลังที่เป็นนานกว่าหกสัปดาห์ หรือมีอาการปวดที่ไม่ทุเลาลงจากการพักผ่อน เพื่อวินิจฉัยอาการปวดหลัง แพทย์อาจทำการตรวจสอบหลังของคุณ และประเมินความสามารถของคุณในการปฏิบัติกิจกรรมบางอย่าง นอกจากนี้ แพทย์อาจมีการสั่งตรวจเพิ่มเติมอีกหนึ่งรายการหรือมากกว่า เช่น X-ray (การตรวจเอกซเรย์), MRI (การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า), CT scan (การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์), การตรวจเลือด หรือ การตรวจประสาท-กล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้าที่เรียกว่า EMG แพทย์อาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีบรรเทาอาการปวด และยาแก้ปวด แนะนำการใช้ความร้อน หรือความเย็นประคบ และการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน

Cr.thejoyofmovementthailand.com